14 ปีก่อนและหลังเหตุกัลโช่โปลี

โพสต์โดย : เทพทอน เมื่อ 21 ก.ย. 2562 18:03:38 น. เข้าชม 69 ครั้ง แจ้งลบ

14 ปีก่อนและหลังเหตุกัลโช่โปลี

........................
ก่อนที่โลกมนุษย์จะมีสัญญาณอินเตอร์เนตใช้งาน คุณยังจำได้ไหมว่า เซเรีย อา อิตาลี คือศูนย์รวมนักบอลซูเปอร์สตาร์ แต่เพราะเหตุการณ์อื้อฉาวอย่างกัลโช่โปลี กลับทำให้ลูกหนังมะกะโรนีซบเซาจนไม่มีท่าทีฟื้น เลยอยากพานั่งไทม์ แมชชีนย้อนไปดู 14 ปี ก่อนและหลัง ว่าการทุจริตในวงการมีผลอย่างไรบ้าง


พูดไปก็ไม่ใคร่อยากเชื่อเพราะตอนที่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพิ่งตั้งไข่ เมื่อปี 1992 ยังเตะบอลยาวมั่วๆ เสียบหนักๆ แทบไม่มีสตาร์คนใดอยากมาโม่แข้งบนเมืองผู้ดีเลย หมุดหมายที่ดาวเตะหัวกะทิถวิลหาก็คือ เซเรีย อา ชนิดเดินชนกันให้ขวัก ..บอลอิตาเลี่ยนว่าเตะสนุกแล้ว สีสันจากเสื้อแข่งของแต่ละค่ายก็ออกแบบสวยงามมีเอกลักษณ์ไล่เรียงเลย ฟิออเรนติน่า เลือกใช้ชุดม่วง, ปาร์ม่า ถูกจดจำด้วย เหลือง-น้ำเงิน, โรม่า มาในชุด เหลือง-แดง, ซามพ์โดเรีย น้ำเงิน-ขาว และลายทางสุดคลาสสิค แดง-ดำ ของ เอซี มิลาน ไม่ต้องใครที่ไหนไกล พอล แกซคอยน์ ดาวเตะสัญชาติอังกฤษซึ่งได้ชื่อว่าพรสวรรค์สูงสุดคนหนึ่ง ยังทิ้งลีกบ้านเกิดมาหากินกับ ลาซิโอ เมื่อปี 1992 นั่นเพราะความประทับใจจากเมื่อครั้งมาโชว์ฝีเท้าในเวิลด์ คัพ เมื่อสองปีก่อนบนดินแดนรองเท้าบู้ท คงตรึงใจชาวอิตาเลี่ยน บวกกับความอู้ฟู่ของลีกที่ซื้อผู้เล่นสนนราคาทุบสถิติโลกไม่ต่ำกว่า 6 หน ระหว่างปี 1986-1992


เงินว่าสะพัด ผลงานความสำเร็จระดับทวีปก็มีส่วนร่วมในนัดชิงฯ ทุกรายการทั้ง ยูโรเปี้ยน คัพ/แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า คัพ และ คัพ วินเนอร์ส คัพ ช่วงปี 1989-1999 ไม่เว้นว่าง โดยไฮไลท์คงเป็นแชมป์ ยูฟ่า คัพ ติดต่อกัน 11 ปี ความสำเร็จระดับบุคคลก็เป็นอีกสิ่งที่ เซเรีย อา มีเหนือกว่าทุกลีกบนโลกช่วงเวลาเดียวกัน เพราะ บัลลง ดอร์ 8 จาก 11 หน ก็ตกแก่นักเตะลีกนี้ ..กล้าขนานนามคัมปิโอนาโต้ 1989-1999 ว่ายุคทองแบบไร้ข้อกังขา


จุดเด่นอีกประการของลีกมะกะโรนีก็คือมาตรฐานของแต่ละค่ายลูกหนังจัดว่าค่อนข้างทัดเทียมกัน ไม่มีช่องว่างทีมใหญ่-ทีมเล็ก มากเท่าปัจจุบัน มีการจดว่าระหว่างปี 1984-2000 พวกแข้งชื่อดังดีกรีทีมชาติกระจายอยู่ทุกๆสโมสร ยิ่งในยุคจำกัดโควตาผู้เล่นต่างชาติ 3 คนต่อทีม จึงไม่แปลกจะเห็นสามทหารเสือดัตช์ที่ มิลาน หรือ 3 พระกาฬดอยช์สีเสื้อ อินเตอร์


ความนิยมต่อลีกส่งผลให้เจ้าของทีมทั้งหลายร่ำรวยสุดขีด มีถึง 5 สโมสรที่สามารถซื้อผู้เล่นร่วมงานแบบทุบสถิติโลก ณ เวลานั้น มุมมองเรื่องการจับจ่ายใช้สอยเป็นเรื่องปกติ ยกตัวอย่างดีล เอร์นาน เครสโป ย้ายจาก ปาร์ม่า มาเล่นให้ ลาซิโอ เมื่อปี 2000 ด้วยตัวเลข 35 ล้านปอนนด์ ซึ่งกว่าพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะซื้อ-ขาย ในราคาระดับนี้ ต้องรอถึง 11 ฤดูกาลต่อมาด้วยซ้ำ อิทธิพลทั้งในและนอกสนามก็เป็นเรื่องที่น่าศึกษา ทีมอย่าง อินเตอร์ มิลาน เคยบีบให้ บาร์เซโลน่า ยักษ์จาก ลา ลีกา สเปน ยอมปล่อย 'โล้นทองคำ' โรนัลโด้ มาเล่นด้วยเมื่อปี 1997 หรือสามารถซื้อกองหน้า คริสเตียน วิเอเรี่ แพงหูฉี่ 30 ล้านปอนด์ แบบไม่สนว่ามีความสนใจจากต่างแดนที่ไหนหรือเปล่า 


ฟิออเรนติน่า ฤดูกาล 1993-94 ที่ตกไปเล่น เซเรีย บี อิตาลี อำนาจมากถึงขั้นรั้ง กาเบรี่ยล บาติสตูต้า สุดยอดดาวยิงค้าแข้งให้ 'วิโอล่า' แบบไม่ทิ้งกัน แม้จะมีความสนใจของสโมสรใหญ่อื่นทั่วโลก อนิจจาคำพระว่าไว้ไม่มีสิ่งใดใหญ่ค้ำฟ้า ความรุ่งเรื่องแห่งเซเรีย อา ในกาลต่อมาก็ต้องเสื่อมมนต์


..นั่นก็เพราะเหตุการณ์กัลโช่โปลี




ค.ศ.2006 คล้อยหลังจากทีมชาติอิตาลี คว้าแชมป์ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ ไม่นาน นสพ.กีฬาเก่าแก่ กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต ตีพิมพ์บันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง ลูเชียโน่ มอจจี้ อดีตอำนวยการสโมสร ยูเวนตุส กับ เปาโล แบร์กาโม่ หัวหน้าทีมงานผู้ตัดสิน เรื่องคัดเลือกกรรมการแต่ละแมตช์เดย์ของ 'ยูเว่' ในช่วงปี 2004-2005 ปรากฎว่าหลักฐานดักฟังทางโทรศัพท์มีมูล พบความผิดระหว่างคนคู่นี้จริงๆว่าทาง มอจจี้ สามารถใบสั่งให้ แบร์กาโม่ เลือกผู้ตัดสินที่สามารถเป่าอย่างไรก็ได้เพื่อเอื้อประโยช์ที่ 'ม้าลาย' โดยจะจ่ายค่าตอบแทนเป็นของขวัญเช่นนาฬิกาหรู, เครื่องประดับ และเอาเงินใส่ซองให้ เมื่อพิจารณาแล้วเข้าข่ายความผิดล็อคผลการแข่งขัน ซึ่งเป็นกระทงร้ายแรง


สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (เอฟไอจีซี) มีบทลงโทษริบแชมป์ 2 สมัยก่อนนั้นของ ยูเว่ ทันที พร้อมขับลงไปเตะระดับ ดิวิชั่น 2 (เซเรีย บี) โดยมีแต้มติดลบ 9 ต่อการซื้อผู้ตัดสิน ด้านทีมที่เข้าข่ายความผิดลักษณะเดียวกันทั้ง เอซี มิลาน, ฟิออเรนติน่า, ลาซิโอ และ เรจจิน่า ต่างก็โดนตัดแต้มก่อนเปิดซีซั่น 2006-07 ตามลำดับ แต่ไม่หนักถึงขั้นไล่ไปเตะลีกรอง


จากเหตุการณ์นั้นสั่นสะเทือนวงการฟุตบอลทั้งชาติ มีการพูดถึงเรื่องการปฏิรูปวัฒนธรรมฟุตบอลอิตาเลี่ยนใหม่หมด โดยเฉพาะความโปร่งใส ทั้งนี้ตาอยู่ซึ่งรับประโยชน์จาก กัลโช่โปลี ก็คือสโมสร อินเตอร์ มิลาน สามารถฉกผู้เล่นเก่งจากทีมคู่แข่งหลายราย จนยึดหัวหาดความสำเร็จแต่เพียงผู้เดียวอยู่หลายปี แม้ 'เนรัซซูรี่' จะมีไฮไลท์เมื่อปี 2010 ที่กวาดทริปเปิ้ล แชมป์ (เซเรีย อา, โคปปา อิตาเลีย, แชมเปี้ยนส์ ลีก ) ทว่ามันก็ส่งผลเสียเรื่องการพัฒนาลีกโดยรวมเพราะผูกขาดเกินไป เป็นเหตุให้ตัวแทนจากอิตาลีเตะรายการยุโรปผลงานแย่ ส่งผลต่อค่าสัมประสิทธิ์คะแนนลีก จนถูก ยูฟ่า ลดโควตาส่งทีมเตะ แชมเปี้ยนส์ ลีก จาก 4 เป็น 3 ทีม เมื่อปี 2012 จนเพิ่งมาปีหลังๆที่ ยูฟ่า จัดโควตาใหม่ เซเรีย อา จึงได้โควตา 4 ทีมจากอันดับตารางคะแนนเช่นเดิม ร่วมกับพรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลา ลีกา สเปน และ บุนเดสลีกา เยอรมัน วนกลับมาที่ ยูเว่ หลังจากลงไปคลุกฝุ่น เซเรีย บี ฤดูกาล 2006-07 เป็นเวลาหนึ่งปีก็สามารถกลับสู่ลีกสูงสุดได้


ต่อมาองค์กรก็พยายามตั้งไข่กันใหม่ โดยห่างหายแชมป์กว่า 4 ปี ถึงทวงเบอร์หนึ่งลีกเลี่ยนกลับมาตอนฤดูกาล 2011-12 แล้วลากยาวต่อเนื่องแปดสมัย สโมสรรากฐานมั่นคงแบบ ยูเว่ ล้มไม่นาน แต่กับพวกค่ายระดับกลางอย่าง ปาร์ม่า, ซามพ์โดเรีย, นาโปลี หรือ โตริโน่ ที่ท่อน้ำเลี้ยงบางกว่าเยอะ น่าคิดว่าในรอบทศวรรษข้างหน้าจะมีปัญญาได้กลับไปเล่นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรปอีกหรือเปล่า?


facebook

ปิดโฆษณานี้

ปิดโฆษณานี้