แลมพาร์ด ผู้อาสาเปลี่ยนวัฒนธรรมสิงห์

โพสต์โดย : เทพทอน เมื่อ 28 ส.ค. 2562 18:34:14 น. เข้าชม 64 ครั้ง แจ้งลบ


สโมสรฟุตบอลขวัญใจชาวมหานครอย่าง เชลซี เคยได้ชื่อว่าเป็นเจ้าบุญทุ่มจ่ายหนักสร้างสารพัดสถิติซื้อตัว แต่เมื่อถึงวันที่โดนมัดมือมัดเท้าห้ามขึ้นทะเบียนแข้งหน้าใหม่ พวกเขาเลือกเปลี่ยนวิกฤติกเป็นโอกาส หวังสร้างวัฒนธรรมใหม่แก่องค์กรซึ่งคงหาใครมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงได้ดีกว่าลูกหม้อ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ไม่ได้


ย้อนความพูดถึง "สิงห์บลูส์" ในยุคถูกเทกโอเวอร์โดย โรมัน อับราโมวิช เมื่อกลางปี 2003 จนถึงก่อนเปิดซีซั่น 2019-20 ใช้ผู้จัดการทีมรวมฟูลไทม์-รักษาการ มา 13 คน (โชเซ่ มูรินโญ่ กับ กุส ฮิดดิ้งค์ คนละสองสมัย) เรียกว่าหากเทียบช่วงเวลาเดียวกันในกลุ่ม "บิ๊ก 6" มีแค่ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่ใช้เจ้านายใหญ่เปลืองถึงสองหลักพอๆ กับพวกเขา ( 11 ราย) มันบ่งบอกว่าเสถียรภาพในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่มีเลย ทั้งกับตัวเทรนเนอร์และนักเตะ นับเป็นความบกพร่องทางโครงสร้างสำคัญของ เชลซี แต่ที่ผ่านมาใช้ฟ่อนธนบัตรปกปิดปัญหา


ความผิดพลาดต่อมาคือบุคลากรด้านวางกลยุทธ์ ไม่ให้ศิษย์เก่าหรือผู้มีความรู้ความสามารถทางศาสตร์ลูกหนังมาบริหาร หนักไปทางคอนเนคชั่นของ "เสี่ยหมี" มากกว่า คนที่พอคุยฟุตบอลได้เรื่องก็มีเพียง ไมเคิ่ล เอเมนาโล่ ผู้ไต่เต้าจากหัวหน้าแมวมองสู่ตำแหน่งประธานเทคนิค ก่อนจะผละจากทีมไปเมื่อ 2 ปีก่อน ดินพอกหางหมูสะสมมานานกระทั่งระเบิดออก


เชลซี ถูกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ลงดาบห้ามใส่ชื่อผู้เล่นหน้าใหม่ 2 ตลาดซื้อ-ขาย ฤดูกาล 2019-20 เพราะเคยผิดกฎสะสมนักเตะอายุต่ำกว่า 18 ปีแบบผิดกฎ ตัวการสำคัญคือ เอเมนาโล่ ซึ่งทิ้งขี้ไว้นั่นเอง เมื่อบวกกับเหตุผลที่ อับราโมวิช ไม่ได้รับวีซ่าเข้าอังกฤษเนื่องจากความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง รัสเซีย-สหราชอาณาจักร เท่ากับปิดโอกาสล้วงลูก ออกใบสั่งซื้อนั่น ซื้อนี่ตามใจเหมือนช่วง 10 กว่าปีก่อน


บรูซ บัค ในฐานะประธานสโมสรและอำนาจมากสุดองค์กรรองจาก อับราโมวิช จึงสั่งรื้อระบบใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดเท้า ตำนานผู้เล่น แลมพาร์ด ที่แววดีครั้งคุม ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ระดับแชมเปี้ยนชิพ มา 1 ซีซั่น ถูกมอบหมายให้เป็น ผู้จัดการทีมทีมคนที่ 14 ในยุค "เสี่ยหมี" รับบทสร้างผลงานบนสนามแข่งโดยมีอดีต "สิงห์บลูส์" โจดี้ มอร์ริส เป็นมือขวา ร่วมด้วยคณะลูกหม้อในสตาฟฟ์ 3-4 ราย


ในเวลาไล่เลี่ยกัน ปีเตอร์ เช็ก อดีตนายด่านก็ถูกเรียกกลับมารับใช้อู่ข้าวอู่น้ำเดิมฐานะที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร งานเหมือนโซ่ข้อกลางประสานระหว่าง "แลมพ์ส" กับบอร์ดให้ทุกอย่างราบรื่นไปทิศทางเดียวกัน รากฐานมั่่นคง คนทำงานก็มีสมาธิเต็มที่ แล้วปรัชญาใช้อดีตบุคลากรตัวเองมาขับเคลื่อนองค์กรก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดอย่างเป็นรูปธรรมยุคก่อนๆ


นโยบายให้ความสำคัญกับคนในเป็นอันดับแรกไม่เพียงใช้ในงานบริหาร แต่มันถ่ายทอดสู่บนสนามด้วย ไล่เรียงชื่อ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอยรูเบน ลอฟตัส-ชีก กับ อันเดรียส คริสเตนเซ่น คือกลุ่มที่สโมสรขัดเกลามาตั้งแต่วัยรุ่น แล้วก้าวมาสร้างผลงานบ้างแล้ว ถูกวางเป็นกระดูกสันหลัง บวกกับคนหนุ่มซึ่งแทบไม่ได้โอกาสจากบอสคนก่อนๆทั้ง เมสัน เมาน์ทแทมมี่ อับราฮัม หรือ คูร์ท ซูม่า ล้วนถูกบรรจุในสารบบ 1-2 ปี จากนี้ทนบ่มเพราะไปก่อน เรื่องแชมป์ลีกอาจยังห่างไกล แต่อนาคตมั่นใจ รากฐานแข็งแรงจะส่งพวกเขาเบียดแย่งสนุก


ยุทธศาสตร์ต่อมาหลังวางหมากเบี้ยใช้งานได้แล้ว แลมพาร์ด ไปหยิบจับเรื่องสไตล์ฟุตบอลบู๊แหลก! แบบที่บอร์ดรวมถึงแฟนบอล "สิงห์บลูส์" ใฝ่ฝันเห็น เพราะกล้าพูดเลยว่าบอสคนก่อนๆเว้นเพียง เมาริซิโอ ซาร์รี่ ล้วนแต่เล่นเพลย์เซฟ เน้นผลและความสำเร็จรูปธรรม ลูกหนังกล้าได้-กล้าเสียแบบ "สิงโตน้ำเงินคราม" ถูกฉายออกมาตลอด 4 นัดอย่างเป็นทางการแล้ว แม้จะมีเพียงหนเดียวที่คว้าชัย แต่ก็ไร้แฟนบอลออกมาด่าเลย มีเพียงความรู้สึกเสียดายเพราะเล่นดีแต่พลาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ


ความเก๋าของโค้ชคือเหตุผลหนึ่ง ส่วนอีกเรื่องเพราะยังไม่ได้ชุดที่ดีสุดลงแข่ง เหตุที่กองกลางไล่เก็บบอลจังหวะสองตกหล่นเพราะไร้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ส่วนคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟบ่อน้ำมัน คริสเตนเซ่น-ซูม่า ก็ไม่ใช่พาร์ทเนอร์ในฝัน เมื่อเวลานี้ "แลมพ์ส" รอการคัดแบ็คของ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ค่าเฉลี่ยคะแนนทั้งทีมราว 6.5 จะมีโอกาสขึ้นถึง 7.5-7.8 หากได้สองตัวเก๋าลงมาประคอง


ปีแรกฐานะ เชลซี แนวทางของ แลมพาร์ด ชัดอยู่สองอย่างคือให้โอกาสเด็กสโมสร และคู่แข่งยิงมาเรายิงกลับ ไม่โกงกัน หลังบ้านละไว้ในฐานที่เข้าใจ รอให้ รือดิเกอร์ ลงมาประสาน คริสเตนเซ่น น่าจะลงตัวขึ้น ส่วนแดนหน้าหาก ฮัดสัน-โอดอย ฟื้นเดี้ยงเกมริมเส้นก็คงอันตรายกว่า เปโดร โรดรีเกซ


พูดถึงวงการยุค 2019 คณะทำงานบนฟลอร์หญ้าพร้อมสรรพอาจดูน้อยไป เชลซี อ่านหมากแยบคายส่ง โจ โคล อดีตเพลย์เมกเกอร์ร่างจิ๋วไปร่วมเป็นคอมเมนเตเตอร์ขาประจำทางช่อง "บีที สปอร์ต" ช่วยเป็นกระบอกเสียงในทางที่ดี ควบคู่บทบาทไม้กันหมาไม่ให้นักวิจารณ์ปากกล้าคนอื่นมาเตะตัดขา ใช้อำนาจสื่อฯ ป่วนสมาธิ


โรล โมเดล นี้เห็นจาก แกรี่ เนวิลล์ ที่ติดภาพ แมนฯ ยูไนเต็ด หรือ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ผู้เป็นสัญลักษณ์ ลิเวอร์พูล ซึ่งโด่งดังจากเครือข่าย "สกาย สปอร์ตส์" ทั้งคู่ต่อยอดสู่นักวิจารณ์ทรงอิทธิพลทางหน้าสื่อฯ ต่างๆ บางครั้งแสดงฝีปาก บางคราวเปลี่ยนรูปแบบเป็นบทความ ทิ่มแทงคู่แข่ง พร้อมรับบทโล่กำบังหากหน้าไหนจะด่าทีมเก่าของเราแรงๆ


เมื่อภาคส่วนของ เชลซี บูรณาการร่วมกัน เห็นทรงแล้วจัดว่ามีอนาคต ขอเพียงคนใส่สูทที่ศูนย์ฝึกค็อบแฮม อดทนพอ ถ้าสามารถเกาะกุมกันไปได้ทั้งองคาพยพ ฟันธงว่า 4 ซีซั่นข้างหน้า แฟร้งค์ แลมพาร์ด จะนำ เชลซี ขึ้นมาเป็นม้าอีกตัวที่ลุ้นแย่งแชมป์พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ

facebook

ปิดโฆษณานี้

ปิดโฆษณานี้