ลีดส์ที่คิดถึง

โพสต์โดย : Lnwlomtoe เมื่อ 19 ก.ค. 2562 15:14:25 น. เข้าชม 166 ครั้ง แจ้งลบ


ลีดส์ที่คิดถึง
 
ผ่านมา 15 ปีแล้วที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก ...

"ยูงทอง" คือหนึ่งในทีมที่แฟนบอลบ้านเรารู้จักกันดี พวกเขามีช่วงเวลายิ่งใหญ่ในหลายยุคทั้งทศวรรษที่ 60 ต่อด้วย 70 ของยอดกุนซือ ดอน เรวี่ ที่พาทีมคว้าแชมป์ลีกสุงสุด 2 สมัยและฟุตบอลถ้วยอีกหลายรายการ รวมถึงรองแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ในปี 1975

ตำนานของสโมสรทั้ง บิลลี่ เบรมเมอร์, แจ็ค ชาร์ลตัน, นอร์แมน ฮันเตอร์, ปีเตอร์ ลอริเมอร์ และ เอ็ดดี้ เกรย์ ต่างสร้างชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ในช่วงเวลานี้

ขณะที่แฟนบอลในต้นทศวรรษ 90 เป็นต้นมาย่อมจดจำ ลีดส์ ยูไนเต็ด ว่าเป็นทีมสุดท้ายที่คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ก่อนลีกสูงสุดของอังกฤษรีแบรนด์ตัวเองมาเป็น "พรีเมียร์ลีก" 

แชมป์ลีกครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบ 2 ทศวรรษที่แล้วเกิดขึ้นจากฝีมือของ โฮเวิร์ด วิลกิลสัน ที่กุมบังเหียนยาวนาน 12 ปี มากเป็นอันดับ 2 รองจาก ดอน เรวี่



แกนหลักชุดนั้นประกอบด้วย แกรี่ สปีด, ลี แชปแมน, แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์, กอร์ดอน สตรั๊คคั่น, ร็อด วัลเลซ รวมถึง เอริค คันโตน่า ที่ย้ายมาร่วมทีมไม่นานแต่ก็มีส่วนสำคัญพาทีมเป็นแชมป์ก่อนย้ายไปโด่งดังยิ่งกว่าเดิมกับแมนฯ ยูไนเต็ด

วิลกิลสัน อำลาตำแหน่งไปในปี 1996 หลังทีมจบเพียงอันดับ 13 ของตาราง จากนั้นมี จอร์จ เกรแฮม ต่อด้วย เดวิด โอเลียรี่ เข้ามารับช่วงต่อ

การตัดสินใจตั้ง เดวิด โอเลียรี่ คุมทีมในปี 1998 ถือว่าเสี่ยงไม่น้อยเพราะกุนซือชาวไอริชไม่เคยคุมทีมอาชีพมาก่อน ประสบการณณ์งานโค้ชคือการเป็นมือขวาของ จอร์จ เกรแฮม

อย่างไรก็ตาม กุนซือวัย 40 ปีในตอนนั้นกลับสร้างผลงานน่าประทับใจพาทีมคว้าโควต้ายูฟ่า คัพ ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกจากการจบอันดับ 4 ในลีก


ลีดส์ ยูไนเต็ด ทำได้ดีมากกับการตะลุยยุโรปอีกครั้งเมื่อเข้าถึงรอบตัดเชือกยูฟ่า คัพ ก่อนพ่ายต่อ กาลาตาซาราย ทีมแกร่งของตุรกีที่เป็นแชมป์ในปีนั้นด้วยการชนะจุดโทษอาร์เซน่อลในรอบชิงชนะเลิศ

แม้ไปไม่ถึงนัดชิงยุโรป แต่ โอเลียรี่ ยังประคองทีมทำผลงานในลีกได้ยอดเยี่ยมอีกฤดูกาลที่จบถึงอันดับ 3 ได้ตั๋วรอบคัดเลือกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และฝ่าด่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มได้สำเร็จ

ขุมกำลังของลีดส์ยุคนั้นเต็มไปด้วยผู้เล่นดาวรุ่งฝีเท้าดีไม่ว่าจะเป็น เอียน ฮาร์ท, ริโอ เฟอร์ดินานด์, แฮร์รี่ คีเวลล์, ร็อบบี้ คีน, ลี โบว์เยอร์, อลัน สมิธ, เอริค บัคเค้, ไมเคิ่ล บริดเจส, แดนนี่ มิลล์ส, โจนาธาน วู้ดเกต ฯลฯ


นอกจากนี้ยังมีตัวประสบการณ์คอยประคองน้องๆ ในแต่ละตำแหน่งทั้ง ไนเจล มาร์ติน, ลูคัส ราเดเบ้, แกรี่ เคลลี่, โอลิวิเย่ร์, เดวิด แบ็ตตี้ และ มาร์ค วิดูก้า ในภาพรวม ลีดส์ มีอายุเฉลี่ยน้อยมาก แต่เล่นได้ห้าวหาญเกินวัย กลายเป็นทีมพลังหนุ่มที่สร้างความตื่นตาตื่นใจทั้งในประเทศและรายการยุโรป  โอเลียรี่ พาทีมผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปอยู่ร่วมกลุ่มที่แข็งโป๊กมีทั้ง บาร์เซโลน่า และ เอซี มิลาน
รวมถึง เบซิคตัส จากตุรกี ซึ่งใครต่อใครก็ตราหน้าว่าพวกเขาคงไม่รอด

อย่างไรก็ตาม "ยูงทอง" กลับสร้างผลงานหักปากเซียนเมื่อเปิดบ้านชนะมิลาน 1-0 และยันเสมอบาร์เซโลน่า 1-1 แบบน่าชนะ ขณะที่นัดสุดท้ายก็บุกเก็บ 1 คะแนนสำคัญที่ซาน ซิโร่ ทำให้จบในรองแชมป์กลุ่ม เขี่ยทีมแกร่งอย่างบาร์เซโลน่าไปเล่นยูฟ่า คัพ ในฐานะอันดับ 3 ของกลุ่ม

ในรอบแบ่งกลุ่ม รอบสอง ลีดส์ ถูกจับสลากมาอยู่ร่วมกับ ลาซิโอ, เบซิคตัส และเต็งแชมป์อย่าง เรอัล มาดริด ที่กำลังเริ่มสร้างกาลาติกอสยุคแรกที่อัดแน่นด้วยดาวดังทั้ง หลุยส์ ฟิโก้, โรแบร์โต้ คาร์ลอสเฟร์นานโด เอียร์โร่ และ ราอูล กอนซาเลซ


ยูงทองไม่สามารถต้านทัพราชันชุดขาวเอาไว้ได้เมื่อพ่ายไปทั้งสองนัด แต่ก็สามารถเก็บ 4 คะแนนในการเจอกับลาซิโอที่มีดีกรีเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรียอา และกวาดอีก 6 คะแนนเต็มในการเจอกับอันเดอร์เลชท์ ทำให้เข้ารอบตามมาดริด


รอบก่อนรองชนะเลิศ ลีดส์ โคจรพบกับ ลา กอรุนญ่า แชมป์ลา ลีกา จากสเปน นัดแรกที่เอลแลนด์ โร้ด พลพรรคยูงทองประกาศศักดาสะท้านยุโรปด้วยการไล่อัดทีมแชมป์ลา ลีกา ขาดลอย 3-0 แม้นัดสองออกไปพ่ายที่ริอาซอร์ 0-2 แต่ก็ยังเดินหน้าเข้าสู่รอบตัดเชือก
 เส้นทางในยุโรปของลีดส์มาหยุดลงก่อนถึงรอบชิงฯ แค่ก้าวเดียวหลังพ่ายต่อความแข็งแกร่งของทัพค้างคาวในยุค เอคตอร์ คูเปร์ ที่เข้าชิงได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แม้ไปไม่ถึงฝั่งฝันจากการตกรอบตัดเชือกฟุตบอลยุโรปทั้งสองรายการ แต่ช่วงเวลา 4 ปีของ ลีดส์ ในยุค โอเลียรี่ ไม่เคยจบต่ำกว่าอันดับ 5 ของตาราง และกลายเป็นทีมที่สร้างความหวังให้กับแฟนบอลอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงสำคัญของลีดส์มาถึงในซัมเมอร์ 2002 ที่ปัญหาการเงินซึ่งเริ่มส่งผลร้ายแรงจนบีบให้สโมสรต้องปล่อยตัวหลักออกไปหลายคนไม่ว่าจะเป็น ริโอ เฟอร์ดินานด์, ร็อบบี้ คีน, โจนาธาน วู้ดเกต รวมถึง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่เพิ่งย้ายมาไม่นาน ขณะที่ โอเลียรี่ ก็อำลาตำแหน่งในช่วงซัมเมอร์




โอเลียรี่ ใช้เงินไปเกือบร้อยล้านปอนด์ในช่วงเวลา 4 ปีและทำให้ลีดส์ตื่นตาตื่นใจกว่าเดิม ทว่าการไม่มีแชมป์ติดมือก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาตัดสินผลงาน ลีดส์ กับ โอเลียรี่ แยกทางกันในที่สุดและนั่นเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นความตกต่ำแบบที่แฟนบอลหลายคนไม่คาดคิด

จากอันดับ 5 ในปีสุดท้ายของ โอเลียรี่ ลีดส์ หล่นวูบมาจบที่ 15 และฤดูกาลถัดมาที่ตัวหลักอย่าง แฮร์รี่ คีเวลล์ และ โอลิวิเย่ร์ ดากูร์ ย้ายออกไปอีก วันเวลาในลีกสูงสุดก็จบลง

ลีดส์ ยูไนเต็ด จบตำแหน่งรองบ๊วยของตารางและตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกชนิดแฟนบอลทั่วโลกช็อกตามกัน


สถานการณ์ของลีดส์ย่ำแย่ต่อเนื่อง พวกเขาตกชั้นจากแชมเปี้ยนชิพไปสู่ลีก วัน ในปี 2007 ก่อนใช้เวลา 3 ปีเลื่อนชั้นกลับมาแชมเปี้ยนชิพ

ระหว่างปี 2010 ถึง 2018 รวม 8 ฤดูกาล ผลงานของลีดส์กระท่อนกระแท่นและเปลี่ยนโค้ชถึง 13 ครั้ง อันดับในลีกดีสุดคืออันดับ 7 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการติดเพลย์ออฟ และ 6 จาก 8 ฤดูกาลนี้จบอันดับครึ่งล่างของตาราง


เอลแลนด์ โร้ด ที่เคยสร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้มาเยือน พลอยเงียบเหงามตามไปด้วย แฟนบอลเฉลี่ยในช่วงนี้อยู่ที่ 22,000 ถึง 25,000 คนหรือเกินครึ่งมาเล็กน้อยจากความจุ 33,834 ของที่นั่งในสนาม
 ลีดส์ กลับมามีความหวังอีกครั้งในฤดูกาลล่าสุดที่ยอมทุ่มค่าจ้างเป็นสถิติสโมสรเลือกกุนซือชื่อดังชาวอาร์เจนไตน์อย่าง มาร์เซโล่ บีเอลซ่า เข้ามาคุมทีมซึ่งการทำงานอย่างหนักหน่วงของ "เอล โลโก้" ก็ทำให้ยูงทองแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างน่าจับตามองด้วยการชนะถึง 5 เสมออีก 1 จาก 6 นัดแรก


ยูงทองเกาะกลุ่มนำมาโดยตลอดและมีโอกาสเลื่อนชั้นอัตโนมัติสูงมาก ทว่ามาพลาด 4 ช่วงท้ายที่เก็บได้คะแนนเดียว อันดับหล่นไปอยู่ในกลุ่มเพลย์ออฟและต้องไปวัดกับ ดาร์บี้ ในรอบตัดเชือก

น่าเสียดายที่ยูงทองเสียท่าคาบ้านต่อแกะเขาเหล็กถึง 2-4 ในนัดสองทั้งที่นัดแรกบุกชนะได้แล้ว 1-0 ทำให้อกหัก พลาดโอกาสลุ้นเลื่อนชั้นคืนสู่พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี

เป็นเรื่องน่าผิดหวังกับโอกาสที่หลุดมือไปเองในช่วงเวลาสำคัญ แต่ฤดูกาลใหม่ที่กำลังมาถึง ลีดส์ ภายใต้การนำของ บีเอลซ่า ก็พร้อมเรียนรู้และแก้ไขข้อผิดพลาดเพื่อกลับมายืนในจุดที่ควรจะเป็นและหยุดช่วงเวลาแห่งการรอคอยของแฟนบอลลงได้เสียที

facebook

ปิดโฆษณานี้

ปิดโฆษณานี้