แน่นอน..กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว คนอย่างมูรินโญ่ก็ไม่ได้เก่ง ออกมาจากท้องแม่เช่นกัน..

โพสต์โดย : Lnwlomtoe เมื่อ 13 ก.ค. 2562 17:45:39 น. เข้าชม 135 ครั้ง แจ้งลบ

    เริ่มต้นจากเด็กหนุ่มผู้ฝันสลายกับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ที่อยากจะตามรอยผู้เป็นพ่อแต่มูรินโญ่ก็บ้าฟุตบอลเกินกว่าจะขาดมันได้ เค้าเลยเบนเข็มตัวเองสู่อาชีพ ผู้จัดการทีม


เส้นทางของมูรินโญ่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเค้าไต่เต้าจากครูพละ เป็นโค้ชทีมฟุตบอลโรงเรียน แล้วโดดมาเป็นล่ามให้ เซอร์ บ๊อบบี้ ร้อบสัน ที่สปอร์ติ้งลิสบอนในโปรตุเกส และทั้งคู่ก็ร่วมงานกันเรื่อยมาจนถึงคัมป์นู ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม ที่คัมป์นูในยุค 90  นี่เองที่เป็นเสมือนโรงเรียนฝึกหัดชั้นดีให้มูรินโญ่ได้เรียนรู้งานจาก 2 บรมกุนซือ ทั้ง บ๊อบบี้ ร้อบสัน และ หลุยส์ ฟานกัลป์


ย้อนกลับไปแม่ของมูรินโญ่ ลงทะเบียนให้เขาเรียนในมหาวิทยาลัย สาขาการบริหารธุรกิจ แต่มูรินโญ่ก็ลาออกตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน โดยตัดสินใจว่าเขาต้องการมุ่งเน้นการเรียนในเรื่องของกีฬาเท่านั้น จึงสมัครเข้าสถาบันการพลศึกษาขั้นสูง ของมหาวิทยาลัยเทคนิคลิสบอนเพื่อศึกษาวิทยาศาสตร์การกีฬา เขาสอนพลศึกษาในโรงเรียนต่าง ๆ และหลังจากนั้นห้าปีก็ได้รับประกาศนียบัตรโดยได้รับคะแนนดีอย่างสม่ำเสมอตลอดหลักสูตร  หลังจากที่เข้าร่วมหลักสูตรการเป็นผู้ฝึกสอน ที่จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษและสกอตแลนด์ แรงผลักดันและการใส่ใจในรายละเอียดของชายหนุ่มชาวโปรตุเกสคนนี้ก็ได้เตะตา Andy Roxburgh อดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติสกอตแลนด์ มูรินโญ่พยายามที่จะนิยามบทบาทหน้าที่ของผู้ฝึกฟุตบอลขึ้นใหม่ โดยผสมผสานทฤษฎีการฝึกกับเทคนิคทางจิตวิทยาและการสร้างแรงบันดาลใจเข้าด้วยกัน
























จากนั้นในปี ค.ศ. 1992 เขาก็มีโอกาสทำงานเป็นล่ามให้เซอร์บ็อบบี ร็อบสัน ผู้ฝึกชั้นนำจากต่างประเทศซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของสปอร์ติงลิสบอน มูรินโญ่ ได้ถกกลยุทธ์และวิธีการทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนกับร็อบสันระหว่างการ
ทำหน้าที่เป็นล่าม  หลังจากร็อบสันถูกปลดออกจากสปอร์ติงลิสบอน และปอร์โต้ได้แต่งตั้งให้เขาเข้ามารับงานต่อทันที  และรอบสันก็ไม่ลืมที่จะดึงล่ามคู่ใจของเขาไปด้วย เพราะเขาเป็นมากกว่านั้น ในเรื่องของการตัดสินใจอะไรหลายๆอย่างภายในทีม หลายคนอาจจะเห็นเขาเป็นแค่ล่าม แต่มากกว่านั้นเขานี่แหละคือที่ปรึกษาคนสำคัญของร๊อบสัน หรือในฐานะผู้ช่วยโค้ช ที่ช่วยวางแท็กติกทีม ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

ทีมปอร์โต้ที่มีร็อบสันเป็น ผจก.ทีมและมีมูรินโญ่เป็นผู้ช่วย สามารถไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ถึงแม้ว่าทีมจะพ่ายตกรอบ แต่ก็ทำให้ทีมสร้างสถิติไว้มากมาย และครองแชมป์ลีกสองสมัยติด รวมถึงแชมป์ซุปเปอร์คัพอีก 3 ใบ และลีกคัพอีกหนึ่งใบ  


และในปี 1996 โดยในการแข่งขันครั้งหลังสุดนี้ปอร์โต้สามารถเอาชนะคู่ปรับอย่างเบนฟีกา ด้วยชัยชนะ 5-0 และถือเป็นเกมส์สุดท้ายของร็อบสันก่อนที่จะย้ายไปบาร์เซโลนา 


และยังคงทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีที่คัมป์นู และตัวเขาเองก็มีบทบาทมากขึ้น โดยมีหน้าที่วางแผนเกมส์รับ โดยที่ร๊อบสันวางแผนเกมส์รุก และในปีนั้นเองร๊อบสัน และมูรินโญ่พาทีมบาเซโลน่าคว้าแชมป์ถ้วยยูโรเปี้ยนคัพวินเนอร์คัพมาได้ และเป็นเครื่องการันตีว่าคู่หู ร๊อบบิน โญ่ การันตีแชมป์ให้คุณได้


และในปี 1997 หลังจากที่ร๊อบสันอยู่ที่คัมป์นูได้เพียงปีเดียว ร๊อบสันก็ย้ายไปคุม PSV ไฮโอเฟ่นที่ฮอนแลนด์ แต่ครั้งนี้เขาไม่มีมือขวาของเขาตามไปด้วย เพราะมูรินโญ่ขออยู่เป็นผู้ช่วยโค้ชที่บาเซโลน่าเอง และ 5 ปีที่อยู่กันมาทำให้เขาได้ทัศนคติที่ดีจาก ร๊อบสันว่า ..ควรถ่อมตัวตลอดเวลา เมื่อชนะก็อย่าหลงลำพอง เมื่อแพ้ก็อย่าคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุทั้งหมด..  


เมื่อแยกทางกับอาจารย์คนแรก เขาก็ได้พบกับอาจารย์คนที่สองซึ่งมีอิทธิพลกับมูรินโญ่อย่างมาก เขาคือหลุยส์ ฟาน กัล / ในปี1997 ที่เข้ามาคุมที่แทนร๊อบสัน เพียงปีเดียวเขาก็พาบาเซโลน่าเป็นแชมป์ลีกได้


ในปี 2000 ฟาน กัลได้แยกทางกับบาเซโลน่า และมูรินโญ่ขอย้ายกลับไปทำงานในบ้านเกิดในฐานะผู้ช่วยโค้ช แต่ฟาน กัลป์ บอกกับมูรินโญ่ว่า ถ้าจะกลับไปเป็นผู้ช่วยโค้ชนายอยู่ที่นี่ดีกว่า เพราะถ้าจะกลับไปที่นั่น นายต้องเป็นเฮ้ดโค้ชเท่านั้น และนั่นทำให้โชเซ่เปลี่ยนความคิดและไปเบนฟิก้าในฐานะเฮ้ดโค้ช แม้จะคุมทีมได้เพียง 8 นัดเท่านั้นเพราะผลงานไม่เป็นที่เข้าตาสักเท่าไหร่


และในปี2001/02 โชเซ่กลับมาอยู่กับปอร์โต้อีกครั้ง ในฐานะเฮ้ดโค้ช ในวันเปิดตัวกับปอร์โต้เขาพูดต่อหน้าสื่อที่มาทำข่าวว่าในฤดูกาลหน้าเขาจะพาปอร์โต้เป็นแชมป์ลีก และมันทำให้หลายๆ คนหัวเราะกับคำพูดนั้น เพราะตัวเขานั้นไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่การคุมทีมในปีแรกเขาก็พาทีมคว้าแชมป์ลีกอย่างเหนือความคาดหมาย ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นความสำเร็จที่อุดปากคนที่หัวเราะเยาะเขาในวันนั้นได้เป็นอย่างดี แถมยังคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพมาครองได้ด้วยเช่นกัน


ฤดูกาล 2003/04  เขากลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมขึ้นไปอีก เมื่อพาปอร์โต้คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ซึ่งเป็นถ้วยประวัติศาสตร์ใบที่ 2 ของสโมสร และยังได้แชมป์ลีกเป็นปีที่สองติดต่อกันอีกด้วย


ความเป็นหนุ่มเนื้อหอมของเขาส่งกลิ่นไปไกลถึงยุโรป และพรีเมียร์ลีกคือความท้าทายใหม่ของเขา และเชลซีเป็นสถานีต่อไป… การมาของจอมอหังการโปรตุกีสในปี2004/05 : เชลซี สามารถทำสถิติ เอาชนะได้ถึง 29 จาก 38 นัด และแพ้ไปแค่นัดเดียวต่อ แมนฯซิตี้ เท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา ที่จะสามารถคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 50 ปี โดยพวกเขาทิ้งแชมป์เก่า อาร์เซน่อล อริร่วมเมืองไปได้ 12 แต้ม และทิ้ง  แมนฯ ยูไนเต็ด ไปถึง 18 คะแนนและยังทำสถิติเสียประตูน้อยที่สุดโดยเสียไป 15 ประตู และเป็นสถิติที่ดีที่สุดตลอดการของพรีเมียร์ลีกยาวจนถึงตอนนี้ ซึ่งยังไม่มีใครทำลายลงได้ซึ่งการมาของมูรินโญ่ในปี 2004 นั้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยเขียนในหนังสืออัตชีวประวัติของเขาว่า

 “ ครั้งแรกที่ผมเริ่มตระหนักว่ามูรินโญ่อาจะมาเขย่าบัลลังก์ของเรา คือตอนที่เขาเปิดตัวแถลงข่าวครั้งแรกในฐานะ ผจก.ทีมเชลซีในฤดูร้อนว่า I am the special one เขาประกาศในวันนั้น เซอร์อเล็กนั่งดูอยู่และนึกในใจว่าไอ้นี่มันทะลึ่งอวดดีเหลือเกิน ก็แค่เด็กหน้าใหม่ ยังหนุ่มไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึง ”




























เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันยังกล่าวอีกว่า มูรินโญ่ ทุ่มเทกับการจัดแผงหลังให้เข้าที่ ก่อนเปิดฤดูกาลแข่งขัน ซึ่งเริ่มต้นด้วยกองหลัง 3 คนและปีก 2 คน และกองกลางวางตำแหน่งเป็นรูปเพรช ซึ่งเป็นการวางตำแหน่งผู้เล่น ที่ฝ่ายตรงข้ามเล่นยากมาก และเขารู้จักมูรินโญ่ในเกมแชมเปียนส์ลีกปี 2003/04 ตอนนั้นเขาเป็น ผจก.ทีมปอร์โต้ที่เพิ่งเขี่ยแมนยูตกรอบ


ในปี 2005/06 มูรินโญ่ ยังคงอยู่กับเชลซีและสามารถพาทีมป้องกันแชมป์ได้ ส่วนปี 2006/07 แม้จะเสียแชมป์ให้กับแมนยู แต่ก็ยังได้ถ้วยรางวัลอย่าง FA CUP และ League Cup มาครอง

ถึงแม้ว่าในปี เดือนกันยายน ปี 2007 เขาจะออกจากเชลซีอย่างกะทันหันเพราะมีปัญหาขัดแย้งกับอับราโมวิช และก็ว่างงานได้ไม่นานเมื่ออินเตอร์มิลานแต่งตั้งให้เขารับงานที่นั่น ที่อินเตอร์ เขายังคงประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้าแชมป์ เซเรีย อา 2 สมัย, โคปปา อิตาเลีย 1 สมัย, ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า 1 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ฤดูกาล 2009-10 ที่เจ้าตัวพา อินเตอร์ คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ ก่อนโยกไปคุม เรอัล มาดริดและพารีลมาริดคว้าแชมป์ลาลีกาในฤดูกาล2011/12 และโกปาเดลเรย์ในฤดูกาลแรก และกลับมาบ้านเก่าอย่างเชลซีอีกครั้ง ในปี2013ถึงปี2015 และพาเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล2014/15  ก่อนจะไปอยู่กับแมนยูในปีถัดไปและพาแมนยูคว้าแชมป์ ยูโรป้า ลีก กับแชมป์ ลีก คัพ ถึงแม้ว่าเขาจะถูกปลดเพราะมีปัญหาแบบเดิมที่เขาต้องประสบพบเจอ คือการมีปัญหาขัดแย้งกับเหล่านักเตะ รวมไปถึงบอร์ดบริหารของทีม แต่มันก็เป็นเพียงแค่ด้านนึงของความล้มเหลว สุดท้ายแล้วเขาก็ยังเป็นผู้จัดการทีมคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายในยุคปัจจุบัน และยังเป็นคนที่มีความสามารถ ซึ่งการันตีได้เลยว่า ไม่ว่าจะไปคุมทีมไหนทีมนั้นต้องมีถ้วยแชมป์อย่างแน่นอน และสักวันหนึ่งเขาจะกลับมาเป็น เดอะ สเปเชียลวัน ได้อย่างแน่นอนเพราะเขาคือ เดอะ สเปเชียลวัน

Loading the player...

facebook

ปิดโฆษณานี้

ปิดโฆษณานี้